วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ





        อาณาบริเวณทางภาคเหนือของไทย ที่เรียกกันว่า “ล้านนา” นั้น ประกอบด้วยจังหวัดต่างๆ 8 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน เคยมีประวัติอันซับซ้อนและยาวนานเทียบได้กับสมัยสุโขทัย เคยมีกษัตริย์ปกครองสืบทอดต่อกันมาจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯให้พระยากาวิละ ซึ่งเป็นผู้ครองเมืองลำปางขึ้นไปปกครองเชียงใหม่ อันถือว่าเป็นศูนย์กลางทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม การแสดงพื้นเมืองของภาคเหนือมีความเด่นอยู่ในรูปแบบที่เป็นตัวของตัวอย่างอย่างสมบูรณ์ แม้ว่าเคยตกอยู่ในอำนาจของรัฐอื่นๆ มาบางระยะบ้าง ก็มิได้ทำให้รูปแบบของการแสดงต่าง ๆ เหล่านั้นเสื่อมคลายลง ส่วนที่ได้รับอิทธิพลก็มีอยู่บ้าง แต่ก็ได้รับการประยุกต์ให้เข้ากับรูปแบบของล้านนาดั้งเดิมอย่างน่าชมเชยมาก แสดงว่าสามารถรักษาเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์


ลักษณะทั่วไปทางสังคม

        ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในภาคเหนือ ยึดมั่นอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีเช่นเดียวกับชาวภาคอื่น ๆ แต่ภาษาถิ่นและส่วนลึกๆ ของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างก็แตกต่างกันไปตามลักษณะของภูมิภาค เช่น ในงานฉลองสมโภชที่เรียกกันว่า “ปอย” ก็ยังมีชื่อเฉพาะเป็นงานๆ ไป มีปอยน้อย ซึ่งหมายถึงงานเฉพาะครอบครัววงศาคณาญาติ หรือภายในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกัน และปอยหลวง ซึ่งหมายถึงงานใหญ่ที่มีการสมโภช หรืองานฉลองใหญ่ๆ ที่ทำร่วมกันทั้งหมู่บ้าน อาจเป็นงานมหกรรมติดต่อกันหลายวัน เป็นต้น

        ส่วนพิธีกรรมและประเพณีต่างๆ ก็ถือกันมาช้านาน มีประเพณีเรียกขวัญ ประเพณีสืบชะตา ประเพณีส่งเคราะห์ ประเพณีทานตุง ประเพณีใส่บาตรเพ็งพุธ ฯลฯ เป็นต้น พิธีกรรม ที่จัดเฉพาะแต่ละประเพณีเพื่อสนองตอบความมุ่งหมายนั้นๆ เช่น ประเพณีสืบชะตา ก็จะจัดสิ่งของเฉพาะ มีการบอกข้าว กระบอกทราย กระบอกน้ำ สะพาน ลวดเงิน ลวดทอง ไม้ง่าม ทำกระโจมสามขาให้ผู้เข้าพิธีนั่งอยู่ตรงกลางส่วนของกระโจม โยงสายสิญจน์ติดขากระโจมเข้ากับขันน้ำมนต์ที่ตั้งอยู่หน้าพระพุทธรูป มีกระสงฆ์สวดพระปริตร แล้วเอาด้ายสายสิญจน์ผู้ข้อมือ สิ่งของต่างๆ ที่เข้าพิธีนำเอาไปที่วัด แสดงให้เห็นว่าประเพณีบางอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นแม้จะมีอยู่บ้างแต่ก็แตกต่างกันในส่วนประกอบอื่นๆ อีกแบบหนึ่ง

        การยึดมั่นในศาสนาจะเห็นได้ว่ามีความมั่นคงและเกาะเกี่ยวกับชีวิตประจำวันอย่างยิ่ง นอกจากจะเป็นไปตามประเพณีทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังแฝงความเชื่อถือในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้ด้วย เช่น ประเพณีเกี่ยวกับการทำไรทำนา มีการเลี้ยงขุนน้ำ คำว่า “ผี” ก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีเทวดาเป็นต้นนั่นเอง ส่วนคำว่า “ขุน” คือการควบคุมน้ำให้ไหลตามปกติ ไม่มาก ไม่น้อย จึงต้องจัดเครื่องพลีกรรมอันประกอบด้วย หัวหมู เหล้า ข้าวเหนียวนึ่ง หมาก เมี่ยง บุหรี่ ดอกไม้ ธูป เทียน แล้วมีหัวหน้าทำหน้าที่พิธีกร กล่าวมอบสิ่งของให้แก่ผีซึ่งเปรียบดุจเทพารักษ์ดูแลควบคุมน้ำ แล้วจึงเอาเครื่องพลีกรรมมาประกอบอาหารเลี้ยงดูกันต่อไป ซึ่งเรียกตามภาษาถิ่นว่า “กินข้าวซากผี” ถือกันว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง



ประเพณียี่เป็ง ของชาวเหนือ

        อย่างไรก็ตาม นาฏดุริยางคสังคีตย่อมเกี่ยวเนื่องผูกพันอยู่กับสังคม ดังนั้น เมื่อมีการปฏิบัติทางสังคมเกิดขึ้น ก็จะมีการสมโภชฉลองด้วยการประโคมดนตรีแบบต่างๆ และร่ายรำตามจังหวะทำนองของเพลงนั้น ๆ และถ้าในสังคมนั้นมีชนชั้นสูงระดับเจ้าเมือง พระราชา หรือกษัตริย์ ก็ยิ่งจะต้องมีกิจพิธีที่จะต้องปฏิบัติมากขึ้นเป็นพิเศษ สำหรับสังคมไทยภาคเหนือหรือล้านนาไทยนั้น จารีตประเพณีและวัฒนธรรมก่อให้เกิดศิลปะแขนงต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เอื้อต่อพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นดนตรี การเล่น ฟ้อนรำ เช่น การแห่แหนที่มีดนตรีประกอบ ฟ้อนต่างๆ กล่องปุ่มผึ้ง กล้องเต่งถิ้ง เครื่องประโคมตามแบบรามัญสมัยโบราณ ที่ใช้เป็นเครื่องแห่อยู่ในปัจจุบันยังมีกลองแอวหรือกลางติ่งโนงใช้ประโคม หรือเข้าขบวนแห่ในงานฉลอง ตลอดจนดนตรีต่าง ๆที่ใช้ประกอบการฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน เป็นการฟ้อนเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา จะเห็นได้จากขนบประเพณีต่างๆ ตลอดระยะเวลา ๑๒ เดือน เช่น การขับซอที่มีคำว่า “นายเฮยเดือนแปด มาบ่ายเดือนห้า อ้ายจะน้อยเหน้า แป๋งแอกแป๋งไถ...” หรือเพลงปั่นฝ้ายแถบเมืองน่านเมืองแพร่ที่ว่า “ปั่นฝ้าย หื้อมันเป็นใย จะทอผ้าใบ หื้อป้อละอ่อน... ปั่นฝ้ายหื้อมันดีดี เอาเตอะสาวจี่ ปั่นฝ้ายเหี่ยใหม่...” ศิลปะการร้องรำทำเพลงจึงช่วยให้ทราบถึงพฤติกรรมในสังคมที่ปฏิบัติจนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีสืบมา


เวียงพุกาม  นครต้นแบบแห่งนครเชียงใหม่ และอาณาจักรล้านนา

        ประเพณีที่เป็นชาวบ้านและชาววัง (คุ้มหลวง) หากมีลูกหลานเป็นผู้หญิง ก็มักจะให้ฝึกหัดฟ้อน เพื่อรวมกันเป็นหมู่เหล่าฟ้อนในงานบุญต่างๆ ชาวบ้านที่มักทำบุญวัดแห่งใด ก็เรียกกว่า เป็น ศรัทธา ของวัดนั้น ๆ ลูกหลานเป็นผู้หญิงก็พลอยเป็น “ช่างฟ้อน” ของวัดนั้นๆ ไปด้วย แต่ละวัดจึงมีช่างฟ้อนสำหรับฟ้อนเป็นพุทธบูชาสืบทอดต่อกันมาช้านาน ยิ่งชาววังซึ่งอยู่คุ้มหลวง ก็ยิ่งมีการฝึกหัดกันมากเพราะจะเป็นแม่แบบให้ช่างฟ้อนอันได้ยึดถือเป็นแบบฉบับต่อไป สมัยเมื่อเจ้าดารารัศมียังมีพระชนม์ชีพอยู่ ได้ทรงสนพระทัยเรื่องการฟ้อนอย่างมาก การฟ้อนที่ยิ่งใหญ่หลังสุดมีขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปเลียบมณฑลพายัพ เจ้าดารารัศมีทรงจัดถวายการต้อนรับอย่างใหญ่โตที่สุด การฟ้อนหลายแบบก็เกิดขึ้นในคราวนั้นด้วย

        ประเพณีอีกหลายๆ อย่างที่มีขึ้นเนื่องมาจากการดำรงชีวิตประจำวัน ซึ่งมีทั้งยามมีงานและยามว่าง การต้อนรับแขก สิ่งต่างๆ เหล่านี้นอกจากจะแสดงให้เห็นความเป็นเอกลักษณ์ทางศิลปะนาฏศิลป์และดนตรีแล้ว ยังแสดงถึงน้ำใจอันกว้างขวางและอัธยาศัยอันดีงามตามแบบฉบับของไทยภาคเหนืออีกด้วย
การแสดงพื้นเมืองภาคใต้






        ภาคใต้ของไทยติดต่อกับมาเลเซีย ซึ่งแต่ก่อนเรียกกันว่า มลายู ชนพื้นเมืองนั้นนับถือศาสนาอิสลาม ประกอบกับชาวไทยภาคใต้มีความใกล้ชิดกับประเทศใกล้เคียงมาก จึงมีสำเนียงในการพูดแตกต่างออกไปจากภาคอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ความเป็นคนไทยลดลง กลับจะทำให้เกิดความสำนึกในความเป็นไทยมากขึ้น ในเมื่อต้องอยู่ร่วมกันกับสังคมของคนไทยที่นับถือศาสนาอื่น ซึ่งก็มิได้เกิดปัญหาแต่อย่างใด ต่างก็อยู่อย่างสันติสุขมาตลอด การถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมซึ่งกันและกันเป็นไปอย่างเหมาะสมกลมกลืนกันอย่างยิ่ง

        ศิลปะแห่งการฟ้อนรำ ดนตรี และการเล่นการแสดงต่าง ๆของภาคใต้ ก็จัดว่ามีเอกลักษณ์เด่นชัดเฉพาะของตัวเอง ความอ่อนช้อย กระฉับกระเฉง และแม่นยำ มั่นใจในการแสดงออกซึ่งศิลปะทางด้านนี้ ทำให้สะท้อนภาพของการดำเนินชีวิตซึ่งต้องต่อสู้ทั้งภัยธรรมชาติและอื่น ๆ ทำให้เกิดความแข็งแกร่งในชีวิตจนดูออกจะแข็งกร้าวแต่ไม่ดุร้าย ความอ่อนโยนทั่วไปจะซ่อนเร้นอยู่กับท่วงทีซึ่งจริงจัง ขึงขังและเฉียบขาด จากการขับร้องตามสำเนียงท้องถิ่น ทำให้ทราบได้ว่าเน้นในเรื่องของจังหวะแม้ว่าจะต้องใช้การเอื้อนตามทำนองที่มีทั้งยาวและสั้น ก็ตามปฏิญาณในการเล่นเพลงบอก ซึ่งเป็นเพลงประเภทดำเนินคำกลอนทำให้ซาบซึ้งถึงคุณธรรมและแนวจริยธรรมของคนในท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์


ลักษณะทั่วไปทางสังคม

        แผ่นดินอันเป็นส่วนภูมิภาคทางใต้ของประเทศไทย มีสภาพทางภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรทำให้ต้องประสบกับอากาศที่ร้อน มีลมแรง เพราะเป็นมรสุมแห่งคาบสมุทร นอกจากนั้นก็ยังมีความผันผวนของอากาศอยู่เสมอสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่รู้ตัวท่ามกลางแสงแดดที่แจ่มจ้าร้อนระอุ มีอยู่เป็นประจำ แม้จะมีฝนตกติดต่อกัน ๓ วัน ๓ คืนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสามารถพบเห็นได้อยู่บ่อยๆ สภาพทางเศรษฐกิจของภาคใต้คงจะทราบกันดีว่า ได้แก่เหมืองแร่และยางพาราซึ่งเป็นผลิตผลประจำท้องถิ่น รายได้ของชาวไทยภาคใต้แม้ว่าจะดีกว่าในภาคอื่นๆ แต่ค่าครองชีพก็ยังสูง จึงทำให้ชาวภาคใต้แข็งแกร่ง อดทน บึกบึน และเฉียบขาด

        ชนชาวไทยในภาคใต้สมัยก่อนๆ มีประวัติยาวนาน หลักฐานทางด้านโบราณคดีหลายแห่งก็ระบุถึงอาณาจักรอันรุ่งเรืองทั้งเป็นแหล่งชุมชนที่หนาแน่น ในปัจจุบันประกอบด้วยจังหวัดต่างๆ คือ ชุมพร ระนอง สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา ภูเก็ต ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม ๑๔ จังหวัด สภาพของสังคมทั่วไปนั้นเกี่ยวข้องไปถึงสภาพทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และศาสนาด้วย อารยธรรมที่ได้จากพื้นฐานของพระพุทธศาสนา ทำให้บังเกิดศิลปกรรมขึ้นหลายๆ รูปแบบ อันเนื่องมาจากการรับวัฒนธรรมทั้งด้านวัตถุและจิตใจของกันและกันระหว่างท้องถิ่น จึงมีลักษณะของ การประสมประสานทางวัฒนธรรม อันจะเห็นได้จากความเชื่อถือในรูปของศาสนา ประเพณีนิยมแม้ว่าจะเพิ่งมีการแสดงออก เช่น การทรงเจ้าหรือการแห่เจ้าอันเป็นความนิยมของชาวจีน แต่ไม่ได้ขับกับความเชื่ออย่างไทยๆ อาจจะเป็นเพราะได้รับการสั่งสมบ่มศรัทธากันมานาน

        การรับพระพุทธศาสนาจากอินเดีย ก็ได้รับโดยตรงไม่ได้ผ่านมาทางใด ดังนั้น บางสิ่งบางอย่างจึงกลับย้อนไปยังภาคกลาง ดังปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกว่า พ่อขุนรามคำแหงโปรดให้นิมนต์ปู่ครูนครศรีธรรมราชขึ้นไปบอกธรรมแก่ชาวเมืองสุโขทัย นอกจากนั้น ประเพณีบางอย่างก็ยังเป็นที่นิยมและได้รับความเคารพนับถืออย่างเคร่งครัด เช่น งานเดือนสิบ มีการทำขนมลา กวนข้าวทิพย์และมหรสพสมโภชต่าง ๆ บางท้องถิ่นมีการชักพระ แห่พระกันทางบกบ้าง ทางน้ำบ้าง พร้อมกันนั้นก็เป็นความสนุกสนานเพลิดเพลินของชาวบ้านไปด้วย จากการที่ต้องเหน็ดเหนื่อยตรากตรำทำงานกันมา กลางวันอาจจะมีการเล่นโนรา เพลงนา ลิเกป่า หรือตกกลางคืนอาจจะมีหนังตะลุง ตลอดจนสิ่งอื่นๆ ด้วย การเล่นพื้นเมืองเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นค่านิยมและสภาพทั่วไปทางสังคมของชาวใต้ได้ดี เช่น ความศรัทธาต่อพระศาสนาและความเชื่อเรื่องทำบุญด้วยความจริงใจ เบิกบานใจ และแม้ว่าจะมีงานบุญ งานกุศลก็ยังประกอบด้วยการเล่นพื้นเมืองของท้องถิ่น เพราะถือว่าการเล่นเหล่านั้นเป็นพุทธบูชา เช่น มีเทศน์มหาชาติทรงเครื่อง เล่นโนราบทชมพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เพลงเรือสำหรับประเพณีชักพระ  เพลงแห่นาคในงานอุปสมบท ฯลฯ





คณะโนราในอดีต

        เนื่องจากสังคมท้องถิ่นภาคใต้มีเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย ดังนั้น ในฐานะเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุด จึงมีการติดต่อกันเกือบทุกด้าน ก่อให้เกิดการประสานกันทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ดังจะเห็นได้จากการเล่นพื้นเมืองหลายอย่างซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้ง เช่น กาหลอ รองเง็ง มะโย่ง สิละ ซัมเป็ง ลอแก สลาเปะ ฯลฯ การเล่นพื้นเมืองของชาวใต้ แม้ว่าจะมุ่งเน้นถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นก็ตาม แต่รสนิยมอย่างหนึ่งทีมี่อยู่ค่อนข้างสูงคือ การใช้ภาษาประกอบการเล่นที่สำคัญ การใช้เพลงเพื่อสื่อสารข่าวคราวก็มีอยู่ในภาคใต้คือ “เพลงบอก” ซึ่งแต่ก่อนใช้เป็นการบอกถึงเรื่องราวของกำหนดวันสำคัญทางศาสนา หรือทางประเพณีนิยม เช่น วันสงกรานต์ ก็แสดงถึงสภาพสังคมซึ่งจับกลุ่มกันอยู่เป็นกลุ่มๆ คนเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนจะเป็นผู้บอกกล่าวด้วยเพลงที่ใช้ภาษาและถ้อยคำที่ไพเราะแสดงถึงเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของภาคใต้ ซึ่งมิใช่ทำกันได้ง่ายนัก เพราะคนเจ้าบทเจ้ากลอนนั้น จะต้องมีความรู้รอบตัว โดยเฉพาะหลักธรรมของศาสนา เพราะนอกจากจะบอกกล่าวกำหนดการต่างๆ แล้ว ยังมีการพร่ำพรรณนาถึงธรรมะอันเป็นปัจจัยในการดำเนินชีวิตอีกด้วย จากนั้นก็อาจเป็นคำอวยพรให้ผู้ฟังประสบแต่ความสุขความเจริญ

        สรุปได้ว่า ลักษณะทั่วไปทางสังคมของชาวใต้นั้น แม้ว่าจะต้องประสบปัญหาต่าง ๆ ตั้งแต่ธรรมชาติเป็นต้น แต่ก็ยังสามารถประดิษฐ์สิ่งบันเทิงต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเครียดในยามว่างได้เป็นอย่างดี
 ระบำทวารวดี





 เป็นระบำชุดที่ ๑ ในระบำโบราณคดีที่เกิดขึ้นจากแนวความคิดของนายธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร)    ซึ่งต้องการศึกษา และเรียนรู้เรื่องเครื่องแต่งกายของมนุษย์ เพื่อประโยชน์แก่วิชาประวัตศาสตร์ และโบราณคดี โดยทูลขอร้องให้หม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสถาปนิกพิเศษของกรมศิลปากร ทางศึกษาแบบอย่าง และเขียนเลียนแบบเครื่องแต่งการสมัยทวารวดีบางรูป โดยในครั้งแรกคิดจะจัดสร้างเครื่องแต่งกายตามสมัยโบราณคดี ถวายทอดพระเนตรในงานเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการแสดงศิลปะโบราณวัตถุในอาคาร สร้างใหม่ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แต่หลังจากได้ภาพตามต้องการแล้ว จึงเปลี่ยนแนวความคิดใหม่ในการจัดแสดงระบำโบราณคดีชุดต่าง ๆ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรแทนการจัดแสดงเครื่องแต่งกาย
        ระบำนี้ประดิษฐ์ขึ้นจากการนค้นคว้าหลักฐานทางโบราณคาดีสมัยทวารวดี ท่ารำและ เครื่องแต่งกายได้แนวคิดจากภาพสลัก ภาพปั้นที่ขุดค้นพบ ณ โบราณสถานที่ตำบลคูบัว อำเภอ อู่ทอง จังหวัดนครปฐมและที่ตำบลโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ ฯลฯ นักโบราณคดี สันนิฐานว่าชาวทวารวดีเป็นต้นเชื้อสายพวกมอญ ดังนั้นลีลาท่ารำ รวมทั้งเนียงทำนองเพลง จึงเป็นแบบมอญ ท่ารำบางท่าได้ความคิดมาจากภาพสลัก และภาพปูนปั้นที่ค้นพบโบราณสถานที่ สำคัญ เช่น

- ท่านั่งพับเพียบ มือขวาจีบตั้งข้อมือระดับไหล่ มือซ้ายวางบนตัก ท่านี้เป็นท่าที่ได้จากภาพปูนปั้น นักร้องนักดนตรีหญิงสมัยทวารวดี
  ซึ่งพบที่ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี

- ท่ามือซ้ายคว่ำฝ่ามือ งอนิ้วทั้ง ๔ เล็กน้อยปรกหู มือขวาหงายฝ่ามือ ปลายนิ้วมือจรดที่หน้าขาเกือบถึงข่าซ้าย เขย่งเท้าซ้าย
  ย่อเข่าทั้ง ๒ ข้างลง กดไหล่ว้าย ลักคอข้างขวา ท่านี้เรียกว่าท่าลลิตะ จากภาพปูนปั้นกินรีฟ้อนรำ ที่ตำบลโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์

- ท่ามือซ้ายจีบหันฝ่ามือเข้าหารักแร้ มือขาวจีบตั้งวงกันศอกระดับไหล่ ดกไหล่ขวา ลักคอทางซ้าย เท้าขวาเขย่ง ส้นเท้าขวาชิดกับข้อเท้าซ้าย
  ซึ่งยืนเต็มเท้า ย่อเข่าทั้ง ๒ ข้างและกับเข่าขวา ท่านี้เป็นท่าที่ได้จากการภาพปูนปั้นที่ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี


    การแต่งกาย
        เครื่องแต่งกายชุดระบำทวารวดี ได้แบบอย่างมาจากภาพปูนปั้น ที่ค้นพบตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ สมัยทวารวดี และได้นำมาประดิษฐ์ให้เหมาะสมกับการแสดง ซึ่งมีดังนี้
    ๑. ผมเกล้าสูงกลางศีรษะในลักษณะคล้ายลูกจันแบน สวมเกี้ยวรัดผม
    ๒. สวมกระบังหน้า
    ๓. สวมต่างหูเป็นห่วงกลมใหญ่
    ๔. สวมเสื้อในสีเนื้อ ( แทนการเปลือยอกตามภาพปั้น )
    ๕. นุ่งผ้าลักษณะคล้ายจีบหน้านางสีน้ำตาลแถวหนึ่ง และสีเหลืองอ่อนแถวหนึ่ง มีตาลสีทองตกแต่งเป็นลายพาดขวางลำตัว
    ๖. ห่มสไบเฉียง ปล่อยชายไว้ด้านหน้า และด้านหลัง
    ๗. สวมกำไลข้อมือ ต้นแขนโลหะ และแผงข้อเท้าผ้าติดลูกกระพรวน
    ๘. สวมจี้นาง
    ๙. คาดเข็มขัดผ้าตาดเงิน หรือเข็มขัดโลหะ




ภาพการแต่งกายชุดทวารวดี

   เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง มีดังนี้
    พิณ ๕ สาย
    จะเข้
    ระนาดตัด
    ตะโพนมอญ
    ฉิ่ง
    ฉาบ
    กรับ
  ฟ้อน เทียน




ประวัติความเป็นมา

                ฟ้อน เทียน นับเป็นระบำแบบเย็นๆ แบบหนึ่งตามลักษณะของการฟ้อนของไทยภาคเหนือ ผู้ฟ้อนถือเทียนจุดไฟมือละเล่มทั้ง 2 มือ ตามปกติใช้ฟ้อนในที่กลางแจ้งในเวลาตอนกลางคืน ยิ่งมีนักฟ้อนมากยิ่งดี ถ้าเป็นตอนกลางวันมักจะเป็นการฟ้อนเล็บ เข้าใจว่าฟ้อนเทียนนี้แต่คงจะเดิมเป็นการฟ้อนสักการบูชาแด่สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับ Temple dance แต่ก่อนมาแสดงประกอบพิธีเฉพาะในงานสำคัญในพระราชฐาน เช่นในคุ้มหลวง ผู้ฟ้อนโดยมากล้วนเป็นเจ้านายเชื้อพระราชวงศ์ฝ่ายในทั้งสิ้นในสมัยโบราณจึง มีศิลปะที่ไม่สู้จะได้ชมบ่อยนัก ความงามของการฟ้อนอยู่ที่ชมแสงเทียนที่ถือแสงวับๆ แวมๆ จากดวงเทียนที่ถือในมือ การฟ้อนเทียนครั้งสำคัญที่เราได้ยินเลื่องลือกัน เป็นครั้งหลังก็เมื่อคราวพระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงฝึกหัดหญิงชาวเหนือ ให้ฟ้อนถวายรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวคราวเสด็จประพาสมณฑล ฝ่ายเหนือเมื่อ พ.ศ. 2496 และครูนาฏศิลป์ของกรมศิลปากรได้ฝึกจำมา แต่บทร้องใช้ประกอบการรำนั้นมีทั้งบทพระราชนิพนธ์ของเจ้าดารารัศมี และบทที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ โดยอาศัยเค้าของเก่า

ลักษณะการแสดง

                ผู้ฟ้อนเป็นหญิงล้วนถือเทียนจุดเทียนมือละเล่ม นิยมแสดงในเวลากลางคืน ความงามของการฟ้อนเทียนอยู่ที่แสดงเทียน เต้นระยิบระยับ ขณะที่ผู้ฟ้อนหมุนข้อมือและลีลาการเคลื่อนไหวช้าๆ เห็นแสงเทียนเดินเป็นทาง มีการแปรขบวน ควงคู่ สลับแถว เข้าวง ต่อเมื่อ ฯลฯ งดงามมาก


การแต่งกาย

                นุ่ง ซิ่นยาวกรอม สวมเสื้อแขนยาว คอปิด คาดเข็มขัดทับ ห่มสไบ เกล้าผมมวยสูง ประดับดอกไม้ล้อมมวย ห้อยอุบะยาวเคลียไหล่ ถือเทียนมือละเล่ม


ดนตรีประกอบ

           1. ปีแน

           2. กลองแอว์

           3. กลองตะโล้ดโป๊ด

           4. ฉาบใหญ่

           5. ฆ้อมโหม่ง

           6. ฆ้องหุ่ย


ฟ้อนเล็บ

ฟ้อนเล็บ แต่เดิมเรียก "ฟ้อนเล็บ" ด้วยเห็นว่าเป็นการฟ้อนที่เป็นเอกลักษณ์ของ "คนเมือง" ซึ่งหมายถึงคนในถิ่นล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน และเนื่องจากการเป็นการแสดงที่มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ฟ้อนแห่ครัวทาน" ต่อมามีการสวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว (ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ) จึงได้ชื่อว่า "ฟ้อนเล็บ"

ท่าฟ้อน
การฟ้อนชนิดนี้มีมาแต่ดั้งเดิม คณะศรัทธาของแต่ละวัดมักมีครูฝึกสืบทอดต่อกันมา เมื่อถึงฤดูกาลที่จะมีงานปอยหลวง ซึ่งเป็นงานฉลองศาสนสถาน มักมีการฝึกซ้อม
เด็กสาวในหมู่บ้านเพื่อแสดงในงานดังกล่าวเสมอโดยที่รูปแบบกระบวนและลีลาท่าฟ้อนไม่ได้กำหนดตายตัว แต่ละครูหรือแต่ละวัดอาจแตกต่างกันไป

ในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้มีการปรับปรุงและประดิษฐ์ท่าฟ้อนให้ดูอ่อนช้อยงดงามยิ่งขึ้น และบุคคลผู้หนึ่งซึ่งเคยได้รับการถ่ายทอดจากคุ้มเจ้าหลวงได้แก่ ครูสัมพันธ์ โชตนา

ในโอกาสที่ครูสัมพันธ์ได้เข้าไปถ่ายทอดศิลปะการฟ้อนชนิดนี้แก่วิทยาลัย
นาฏศิลปเชียงใหม่ ท่านได้กำหนดท่าฟ้อนไว้ ๑๗ ท่าดังนี้
๑. จีบส่งหลัง ๒. กลางอัมพร ๓. บิดบัวบาน
๔. จีบสูงส่งหลัง ๕. บัวชูฝัก ๖. สะบัดจีบ
๗. กราย ๘. ผาลาเพียงไหล่ ๙. สอดสร้อย
๑๐. ยอดตอง ๑๑. กินนรรำ ๑๒. พรหมสี่หน้า
๑๓. กระต่ายต้องแร้ว ๑๔. หย่อนมือ ๑๕. จีบคู่งอแขน
๑๖. ตากปีก ๑๗. วันทาบัวบาน
ท่ารำต่างๆ ดังกล่าว อาจมีการเพิ่มท่า ตัดตอน หรือลำดับท่าก่อนหลังตามที่ครูจะกำหนด

เครื่องแต่งกาย
การแต่งกายแต่เดิมจะนุ่งผ้าซิ่น สวมเสื้อแขนยาวทรงกระบอกคอกลมหรือคอจีนผ่าอก เกล้าผมมวยโดยขมวดมวยด้านท้ายทอย ทัดดอกไม้ประเภทดอกเอื้อง จำปา กระดังงา หางหงส์ หรือลีลาวดี สวมเล็บทั้งแปดนิ้วต่อมามีการดัดแปลงให้สวยงามโดยประดับลูกไม้ หรือระบายที่คอเสื้อ ห่มสไบเฉียงจากบ่าซ้ายไปเอวขวาทับด้วยสังวาล ติดเข็มกลัด สวมกำไล ข้อมือ กำไลเท้า เกล้าผมแบบญี่ปุ่น ทัดดอกไม้หรืออาจเพิ่มอุบะห้อยเพื่อความสวยงาม

เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบจังหวะในการฟ้อน จะใช้วงกลอง "ตึ่งโนง"ซึ่งประกอบด้วย
๑. กลองแอว ๒. กลองตะหลดปด
๓. ฆ้องอุ้ย(ขนาดใหญ่) ๔. ฆ้องโหย้ง(ขนาดกลาง)
๕. ฉาบใหญ่ ๖. แนหน้อย
๗. แนหลวง

เพลงที่ใช้บรรเลง
สำหรับเพลงที่ใช้บรรเลงก็แล้วแต่ผู้เป่าแนจะกำหนดอาจใช้เพลงแหย่ง เพลงเชียงแสน เพลงหริภุญชัยหรือลาวเสี่ยงเทียน แต่ส่วนใหญ่จะใช้เพลงแหย่งเพราะช่างฟ้อนคุ้นกับเพลงนี้มากกว่าเพลงอื่น

โอกาสที่แสดง
เดิมจะฟ้อนในงานฉลองสมโภชเพื่อนำขบวนทานหรือเป็นมหรสพในงาน ปัจจุบันมีการแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมจึงมีปรากฏให้เห็นตามโรงแรม ห้องอาหารโดยทั่วไป

อนึ่งการฟ้อนในลักษณะเดียวกันนี้ ถ้าถอดเล็บออกและขณะที่ฟ้อนก็ถือเทียนไปด้วย เรียกว่า "ฟ้อนเทียน" การฟ้อนโดยลักษณาการนี้มีความเป็นมาว่าในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มีการแสดงถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินฯ เชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๙ ในงานถวายพระกระยาหารค่ำ ณ พลับพลาที่ประทับ งานนี้พระราชชายาฯ ทรงให้ช่างฟ้อนเล็บถอดเล็บทองเหลืองออก แล้วให้ถือเทียนทั้งสองมือ เวลาออกไปฟ้อนก็จุดเทียนให้สว่าง การฟ้อนครั้งนั้นสวยงามเป็นที่ประทับใจ จึงเป็นต้นเหตุว่า หากมีการฟ้อนชนิดนี้ถ้าเป็นเวลากลางวันให้สวมเล็บแต่ถ้าเป็นกลางคืนให้ถือเทียน และการที่ฟ้อนเทียนนี่เองเป็นเหตุให้ใช้เพลง "ลาวเสี่ยงเทียน" ประกอบการฟ้อน

ความเป็นเอกลักษณ์
หากจะถามถึงความเป็นเอกลักษณ์ของฟ้อนเล็บแล้ว ถ้าจะตอบว่าคือท่าฟ้อนและการแต่งกายยังตอบไม่ได้เต็มคำเพราะถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก หรือตอบว่าอยู่ที่เล็บก็ยังไม่ใช่เพราะการรำมโนราห์ของภาคใต้ก็สวมเล็บ การฟ้อนผู้ไทของจังหวัดสกลนครก็สวมเล็บเช่นกันแม้จะมีพู่ไหมพรมสีแดงตรงปลายเล็บก็ตามและคำตอบที่น่าจะใกล้เคียงได้แก่เครื่องดนตรีและเพลงประกอบการฟ้อน และที่น่าจะถูกต้องมากที่สุด เห็นจะได้แก่ ภาพรวมทั้งหมด เพราะใครพบเห็นฟ้อนชนิดนี้ที่ไหน ก็ต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นฟ้อนเล็บ ซึ่งเป็นการแสดงที่อ่อนช้อยงดงามตามแบบฉบับของคนเมืองชาวล้านนาโดยแท้.

สนั่น ธรรมธิ
สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(ภาพประกอบโดย อ.สมทรง ชูวุฑฒยากร, อ.ณมน ไชยเศรษฐ โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ และรุจิรา คอทอง)
ระบำกินรีร่อน



“ระบำ กินรีร่อน”เป็นการแสดงที่อยู่ในละครเรื่องพระสุธน-มโนราห์ ซึ่งกรมศิลปากรได้เคยจัดแสดงให้แก่ประชาชนชมมาแล้ว คุณหญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย ของกรมศิลปากร ได้ปรับปรุงและประดิษฐ์ท่ารำให้ประณีตสวยงามและกะทัดรัดเหมาะแก่ผู้ชมซึ่ง เป็นทั้งประชาชนชาวไทย และชาวต่างประเทศประกอบกับเรื่องมโนราห์เป็นวรรณกรรมที่แพร่หลายเป็นที่ รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ การแสดงชุดนี้จึงได้รับความนิยมยกย่องมากในด้านความวิจิตรสวยงามของกระบวน ท่ารำและเครื่องแต่งกาย

Ads by SmartSaver+ 15×          ระบำ ตามพจนานุกรมแปลว่า การฟ้อนรำ รำหรือฟ้อน ดังนั้น โดยนัยดังกล่าวนี้คำว่า ระบำ รำ หรือฟ้อน จึงไม่แตกต่างกันเลย ดังนั้น ระบำ คือ ศิลปะของการร่ายรำที่แสดงพร้อมกันเป็นหมู่เป็นชุด ไม่ดำเนินเรื่องราว ท่ารำบางครั้งก็มีความหมายเข้ากับเนื้อเรื่อง บางครั้งก็ไม่มีความหมายนอกจากความสวยงาม คำว่า "ระบำ" ย่อมรวมเอา "ฟ้อน" และ "เซิ้ง" เข้าไว้ด้วย เพราะวิธีการแสดงไปในรูปเดียวกัน หากแต่แยกให้เห็นความแตกต่างของท้องถิ่น วิธีร่ายรำตลอดจนการแต่งกายตามระเบียบประเพณีเท่านั้น คำว่า "ฟ้อน" และ "เซิ้ง" เป็นระบำประเภทพื้นเมืองแต่งกายตามเชื้อชาติ ประกอบด้วยเพลงที่มีทำนอง และบทร้องตามภาษาท้องถิ่น เช่น ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนลาวแพน เซิ้งสวิง เซิ้งกระติ๊บ ฯลฯ

ประเภทของระบำ ยังจำแนกออกได้เป็น
          ๑. ระบำแบบดั้งเดิมหรือระบำมาตรฐาน ได้แก่ ระบำที่ฝึกหัดกันเพื่อให้เป็นแบบมาตรฐานที่มีมาแต่ครั้งโบราณ เช่น ระบำสี่บท หรือบางครั้งเรียกว่า "ระบำใหญ่" ต่อมามีผู้ประดิษฐ์ระบำซึ่งเลียนแบบระบำสี่บทขึ้นอีกหลายชุด และถือว่าเป็นระบำมาตรฐานที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น ระบำย่องหงิด ระบำดาวดึงส์ ระบำกฤดาภินิหาร ฯลฯ การแต่งกายประเภทระบำมาตรฐาน ส่วนใหญ่จะแต่งกายในลักษณะที่เรียกว่า "ยืนเครื่อง"
          ๒. ระบำปรับปรุง หมายถึงระบำที่ได้ปรับปรุงขึ้นใหม่ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในโอกาสต่างๆ แยกได้เป็น
          - ปรับปรุงจากแบบมาตรฐาน หมายถึงระบำที่คิดประดิษฐ์ขึ้นโดยยึดแบบ และลีลา ตลอดจนความสวยงามในด้านระบำไว้ ท่าทางลีลาที่สำคัญยังคงไว้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้งามขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงเพื่อความเหมาะสมกับสถานที่ที่นำไปแสดง
ปรับปรุงจากพื้นบ้าน หมายถึง ระบำที่คิดประดิษฐ์สร้างสรรค์ขึ้นจากแนวทางความเป็นอยู่ของคนพื้นบ้าน การทำมาหากิน ขนบธรรมเนียมประเพณี ในแต่ละท้องถิ่นมาแสดงออกในรูประบำ เพื่อเป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่นของตน เช่น เซ้งบั้งไฟ เต้นกำรำเคียว ระบำงอบ ระบำกะลา รองเง็ง ฯลฯ
          - ปรับปรุงจากท่าทางของสัตว์ หมายถึงระบำที่คิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตามลักษณะลีลาท่าทางของสัตว์ชนิดต่างๆ บางครั้งอาจนำมาใช้ประกอบการแสดงโขน ละคร บางครั้งก็นำมาใช้เป็นการแสดงเบ็ดเตล็ด เช่น ระบำนกยูง ระบำนกเขา ระบำมฤครำเริง ระบำบันเทิงกาสร เป็นต้น
ปรับปรุงตามเหตุการณ์ต่างๆ หมายถึง ระบำที่คิดประดิษฐ์ขึ้นใช้ตามโอกาสที่เหมาะสม เช่น ระบำพระประทีป ระบำโคมไฟ ประดิษฐ์ขึ้นใช้แสดงในวันนักขัตฤกษ์ เป็นต้น
ระบำประเภทปรับปรุงขึ้นใหม่นี้ ลักษณะท่ารำจะไม่ตามตัวมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ ตัวบุคคล ตลอดจนฝีมือ และความสามารถของผู้ประดิษฐ์ท่าระบำ รำ หมายถึง การแสดงที่มุ่งความงามของการร่ายรำ หรือการแสดงลีลาท่าทางของผู้รำ